วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ASSOCIATION FOR EDUCATIONAL COMMUNICATIONS AND TECHNOLOGY การออกแบบสื่อการสอนและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

สรุปประมวลความรู้จากที่เรียนในรายวิชา 201704   

 เรื่อง ASSOCIATION FOR EDUCATIONAL COMMUNICATIONS AND TECHNOLOGY

   การออกแบบสื่อการสอนและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

           ออกแบบสื่อการสอนและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา โดยมีกระบวนการกำหนดเงื่อนไขในการเรียนรู้เหมือนกันทั้ง 5 มาตรฐาน ดังต่อไปนี้
1. Design (การออกแบบ) เป็นกระบวนการที่เฉพาะเจาะจง เงื่อนไขสำหรับการเรียนรู้  
2. Development (การพัฒนา) เป็นการพัฒนากระบวนการเปลี่ยนรูป จากสิ่งที่เราออกแบบมาสู่สภาพความเป็นจริง
3. Utilization (การใช้) การนำไปใช้ ทั้งส่วนที่เป็นกระบวนการและทรัพยากรในการเรียนรู้
4. Management (การจัดการ) เป็นการควบคุมกระบวนการทางเทคโนโลยีการศึกษา ตลอดจน  การวางแผน การจัดการ การประสานงาน และการให้คำแนะนำ
5. Evaluation (การประเมิน) กระบวนการหาข้อมูลเพื่อกำหนดความเหมาะสมของการเรียนการสอน

Aect standard 5_research
Transcript

1. AECT Standard 5 [ Research] Presenter Name นายโฆษิต จารัสลาภ 575050179-4 นายชัชวาลย์ คาสวาท 575050181-7 นายณภัส ศรีชมพล 575050182-5 นางสาวณัฐิดา วงษ์ประสิทธิพร 575050185-9 นางสาวศตพร สิริวัฒนกูล 575050192-2
2. •การวิจัย (Research) • "การวิจัย" (Research) หมายถึง การ ค้นหาซาแล้วซาอีก ความหมายของคาว่า การวิจัยทางด้านวิชาการนั น หมายถึง กระบวนการเสาะแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ หรือกระบวนการเสาะแสวงหาความรู้เพื่อ ตอบปัญหาที่มีอยู่อย่างมีระบบและมี วัตถุประสงค์ที่แน่นอน โดยอาศัยวิธีการ ทางวิทยาศาสตร์
3. •การวิจัย (Research) (ต่อ) การวิจัยขั้นพื้นฐาน วัตถุประสงค์หลักของการวิจัยขั นพื นฐานคือการสร้างความก้าวหน้าใน ความรู้และความเข้าใจเชิงทฤษฎีของสิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างตัวแปรต่างๆ (ดู สถิติ) ด้วยการบุกเบิกที่เกิดจากการผลักดันของความอยากรู้อยากเห็น, ความสนใจ และการรู้เองของตัวผู้วิจัยเอง เป็นการดาเนินการที่ยังไม่มีการ คานึงถึงการนาไปใช้ประโยชน์ไว้ล่วงหน้าแม้ว่าในระหว่างการวิจัยจะมีการ ส่อว่าอาจนาผลไปประยุกต์เชิงปฏิบัติได้คาว่า • “พื นฐานเป็นการบ่งชี ว่าการวิจัยขั นพื นฐานเป็นการวางรากฐานให้ เกิดการก้าวไปข้างหน้าด้วยการสร้างทฤษฎีที่บางครั งอาจนาไปประยุกต์ใน เชิงปฏิบัติได้ เนื่องจากการที่ไม่อาจประกันได้ว่าการวิจัยจะมีประโยชน์เชิง ปฏิบัติได้ในระยะสั นได้นี เองที่ทาให้นักวิจัยขั นพื นฐานหาแหล่งเงินทุน สนับสนุนได้ยากกว่าการวิจัยแบบอื่น
4. •เปรียบเทียบความแตกต่างในคุณลักษณะ ของการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงปริมาณ 1. มีรากฐานมาจากปรัชญาแนวคิดแบบธรรมชาตินิยม (Naturalism) 1. มีรากฐานมาจากปรัชญาแนวคิดแบบปฏิฐานนิยม (Phenomenalism) 2. มุ่งทาความเข้าใจในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ นอย่างลึกซึ ง 2.มุ่งเน้นกาความจริงที่คนทั่วไปจะยอมรับ (common reality) 3. เป็นการวิจัยที่เน้นการพรรณนา/อธิบาย (Descriptive approach) 3. เป็นการวิจัยที่มุ่งเน้นการวิเคราะห์และทดลอง () ซึ่งจาเป็นต้อง อาศัยวิธีการทางสถิติ 4. ให้ความสาคัญกับกระบวนการได้มาซึ่งความจริงโดยมองแบบ องค์รวม (Wholistic view) 4. ให้ความสาคัญกับผลที่จะได้รับมากกว่ากระบวนการการ ดาเนินการมีขั นตอน ระเบียบแบบแผนที่ค่อนข้างแน่นอน 5. ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงอุปมาน 5. ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงอนุมาน ด้วยการทดสอบคาตอบที่คาดคิด ไว้ล่วงหน้า 6. มุ่งแสวงหาความรู้เพื่อสร้างเป็นกฎ/ทฤษฎี 6. เริ่มต้นการศึกษาวิจัยด้วยทฤษฎี 7. สิ นสุดการศึกษาวิจัยด้วยทฤษฎี 7. เริ่มต้นการศึกษาวิจัยด้วยทฤษฎี 8. ส่วนใหญ่เป็นการวิจัยในสาขาวิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ 8. ส่วนใหญ่เป็นการวิจัยในสาขาวิทยาศาสตร์ ที่มา : มนัส สุวรรณ. ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ . พิมพ์ที่ โอ.เอส.พริ นติ ง เฮาส์ , กรุงเทพฯ . 2544.
5. •AECT Standard 5 [ Research] พื้นฐานทฤษฎี วิธีดาเนินการ จริยธรรม Theoretical Foundations Method Assessing/ Evaluating Ethics การประเมินผล
6. •พื้นฐานทฤษฎี (Theoretical Foundations) • พื นฐาน ทฤษฎี หมายถึง ข้อความที่ระบุความสัมพันธ์ระหว่างข้อ ความคิด หรือตัวแปรหลายๆ ตัวแปร ซึ่งข้อความเหล่านี สามารถทดสอบได้ ทฤษฎีมีความสาคัญมากต่อการสร้างกรอบแนวความคิด เพราะการศึกษา ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง จะช่วยในการจัดระเบียบความรู้ในเรื่องนั นๆ ให้เป็นระบบ ทาให้ผู้วิจัยทราบว่ามีตัวแปรใดบ้างที่สาคัญ และมีความหมายต่อการศึกษา หาความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ น และ ยังช่วยในการ ตั งสมมติฐานและคาดคะเนปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ นได้
7. •พื้นฐานทฤษฎี (Theoretical Foundations) (ต่อ) ทฤษฎีหรือแนวคิดที่จะนำมำใช้ในงำนวิจัยนั้น ผู้วิจัยควรคำ นึงถึงองค์ประกอบเหล่ำนี้ด้วย คือ • 1.ทฤษฎีที่อ้ำงถึงจะต้องช่วยกำหนดแนวควำมคิดและกำรแยกประเภทของปรำกฏกำรณ์ที่เกิดขึ้นในงำนวิจัย • 2.ทฤษฎีที่อ้ำงถึงจะต้องช่วยกำหนดจุดมุ่งหมำยและวัตถุประสงค์ของศำสตร์แต่ละสำขำ เช่น กำรบริหำร ก็จะต้องมี จุดมุ่งหมำยเพื่อแสวงหำปัญ หำที่เกิดจำกกำรบริหำร ปัญหำที่เกิดจำกนโยบำยในกำรบริหำร หรือปัญ หำที่เกิดจำกกำรนำ นโยบำยดังกล่ำวไปปฏิบัติหรือด้ำนกำรตลำด ก็จะต้องมีจุดมุ่งหมำยเพื่อแสวงหำบุคลิกภำพของตรำสินค้ำประเภทต่ำงๆ สำ หรับนำไปกำหนดแผนกำรตลำดได้ในอนำคต เป็นต้น • 3.ทฤษฎีที่อ้ำงถึงจะต้องช่วยสรุปข้อเท็จจริงของศำสตร์แต่ละสำขำ ซึ่งทฤษฎีและแนวคิดที่นำมำอ้ำงอิงจะมีควำมสำ คัญ เป็นอย่ำงยงิ่ในตอนสรุปและอภิปรำยผลในตอนท้ำย ว่ำมีควำมสอดคล้องหรือขัดแย้งกับแนวทฤษฎีที่นำมำอ้ำงอิงอย่ำงไร • 4.ทฤษฎีที่อ้ำงถึงมีบทบำทในกำรทำนำยหรือพยำกรณ์อย่ำงไร เช่น ทฤษฎีสำมเหลี่ยมอำชญำกรรมได้พยำกรณ์โดยสรุป เอำไว้ว่ำ เมื่อมีผู้ที่ตัง้ใจกระทำผิด เหยื่อ และเวลำโอกำสที่เหมำะสมมำอยรู่่วมกัน ย่อมมีกำรเกิดอำชญำกรรมขึ้นไม่ทำงใดก็ทำง หนึ่ง เป็นเช่นนี้ทุกครัง้ไป แต่เมื่อผู้วิจัยดำ เนินงำนวิจัยเสร็จสิ้นแล้ว งำนวิจัยชิ้นนั้นอำจพบว่ำ กำรเกิดอำชญำกรรมต้องมีมูลเหตุ จูงใจอย่ำงอื่นควบคกูั่นไปด้วย ไม่เฉพำะแต่ตำมทฤษฎีสำมเหลี่ยมอำชญำกรรมเท่ำนั้น เป็นต้น
8. •วิธีดาเนินการ (modthod) • วิธีดาเนินการวิจัย (Method) เป็นการกาหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย (conceptual framework) ว่าการวิจัยมีประเด็นและสาระสาคัญอะไรบ้าง และ ขอบเขตการวิจัยเป็นอย่างไร ตัวแปรที่ศึกษามีอะไรบ้างและนิยามอย่างไร แบบแผนการ วิจัย (research design) เป็นอย่างไร การกาหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง การสร้างเครื่องมือการวิจัยและการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ การเก็บรวบรวม ข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล
9. •วิธีดาเนินการ (modthod) (ต่อ) ขั้นตอนในการดาเนินการวิจัย กาหนดปัญหาที่จะดาเนินการวิจัย กาหนดวัตถุประสงค์การวิจัย กาหนดกรอบแนวคิดและตั งสมมติฐาน นิยามศัพท์ กาหนดแบบการวิจัย กาหนดประชากรและวิธีการสุ่มตัวอย่าง สร้างเครื่องมือและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ การรวมรวมข้อมูล ( แหล่งปฐมภูมิ, แหล่งทุติยภูมิ) การวิเคราะห์ข้อมูล การนาเสนอผล ( การเสนอรายงานการวิจัย)
10. •การประเมินผล (Assessing/Evaluating) • การประเมินผล (Evaluation) เป็นการประเมินผลที่มุ่งนาผลการวัดเชิงปริมาณมาใช้เป็นข้อมูลใน การพิจารณาตัดสินคุณภาพ แต่การประเมินผล (Assessing) เป็นการประเมินที่มุ่งเก็บรวบรวมข้อมูล สารสนเทศทั งชิงปริมาณ และเชิงบรรยายอย่างเป็นระบบ แล้วนาข้อมูลสารสนเทศที่รวบรวมได้มา เรียบเรียงให้เห็นคุณลักษณะที่แท้จริงทั งจุดเด่นที่ควรพัฒนา และจุดด้อยที่ควรปรับปรุงแก้ไข ปัจจุบันนักการศึกษาเห็นว่าการนาผลการวัดเชิงปริมาณ(Measurement) มาใช้ประเมินเพียงเพื่อ พิจารณาตัดสินเท่านั น ทาให้โรงเรียนเปรียบเสมือนศาล ที่มีครูผู้ประเมินเป็นผู้พิพากษา มีนักเรียนผู้ ถูกประเมินเป็นจาเลย ในสถานการณ์จริงนักเรียนไม่ใช่จาเลย ไม่ใช่ผู้ต้องคดี หรือผู้ต้องหา แต่เขาเป็น ผู้ที่ต้องการพัฒนาให้เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ (สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ , 2544 , หน้า 2) ดังนั น การประเมินการเรียนรู้ของนักเรียนจึงไม่ควรมีความหมายแค่นาผลการวัดเชิง ปริมาณที่ได้มาตัดสินว่าสอบได้ หรือสอบตก เรียนดี หรือเรียนไม่ดีเท่านั น แต่ควรเป็นการประเมินที่ นาไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาศักยภาพของนักเรียน การประเมินผลการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับยุคปัจจุบัน จึงไม่ควรใช้การประเมินผล (Evaluation) เพื่อตัดสินคุณภาพของผู้เรียนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความหมายรวมไปถึงการประเมินผล (Assessing) เพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนด้วย
11. •จริยธรรม (Ethics) หลักจริยธรรมในการทาวิจัยมี ประการ 4 • 1. ผูวิจัยตองไดรับหนังสือยินยอมจากผูที่มีสวนเกี่ยวของกับงานวิจัยกอน • 2. ผูยินยอมมีสิทธิที่จะพิจารณาเงื่อนไขของการมีสวนรวม • 3. ไมอนุญาตใหผูที่ไมเกี่ยวของไดทราบขอมูลเกี่ยวกับเรื่องที่ทาวิจัย • 4. ขอมูลที่ใชในการวิจัยจะไมใหบุคคลภายนอกโครงการวิจัยนาไปใชเพื่อการพานิชยหรือวัตถุประ สงคที่ไมใชทางราชการ หลักพื นฐานของจริยธรรมในการทาวิจัย • 1. หลีกเลี่ยงการมีอคติในผลการวิจัยรายงานการวิจัย/ • 2. สงเสริมการใชผลการวิจัยรายงานการวิจัยที่ไมมีอคติ/ • 3. สงเสริมงานวิจัยใหเปนสินคาสาธารณะ
12. •จริยธรรม (Ethics) (ต่อ) ประเด็นที่เกี่ยวของกับจริยธรรมในการทาวิจัยที่เฉพาะเจาะจงเพื่อเปนมาตรฐานสาหรับนักวิจัย นาไปใชปฏิบัติดังนี • 1. การเก็บขอมูลและประมวลผลตองทาดวยความถูกตอง • 2. ใชวิธีการศึกษาที่ตรงกับปญหาที่จะทาวิจัย • 3. การตีความขอมูลตองทาอยางเหมาะสม • 4. การรายงานผลการวิจัยตองมีความถูกตอง ไมมีอคติหรือเบียดเบียนขอเท็จจริง • 5. ตองไมเสนอผลการคนพบจากขอมูลที่ไมไดเก็บมาเพื่อการวิจัยดังกลาว • 6. ตองไมมีการปรับเปลี่ยนหรือตกแตงขอมูลใหตางจากความเปนจริง
13. •วิวัฒนการ ของ ACET AECT 1982 IBSTPI 1986 AECT 1994 IBSTPI AECT 2000 AECT 2012 IBSTPI 2012 AECT 2008
14. หลักสูตรเทคโนโลยีการศึกษา แผน ก แบบ ก2 (โครงการพิเศษ) คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น INTERACTIVE AND EMERGING TECHNOLOGIES เทคโนโลยีเชิงโต้ตอบและเทคโนโลยีเกิดใหม่ 201704 Powered by นายโฆษิต จารัสลาภ 575050179-4 นายชัชวาลย์ คาสวาท 575050181-7 นายณภัส ศรีชมพล 575050182-5 นางสาวณัฐิดา วงษ์ประสิทธิพร 575050185-9 นางสาวศตพร สิริวัฒนกูล 575050192-2

http://www.slideshare.net/kuaemo/aect-standard-5research

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น