ASSOCIATION FOR EDUCATIONAL COMMUNICATIONS AND TECHNOLOGY การออกแบบสื่อการสอนและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
สรุปประมวลความรู้จากที่เรียนในรายวิชา 201704
เรื่อง ASSOCIATION FOR EDUCATIONAL COMMUNICATIONS AND TECHNOLOGY
การออกแบบสื่อการสอนและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
ออกแบบสื่อการสอนและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา โดยมีกระบวนการกำหนดเงื่อนไขในการเรียนรู้เหมือนกันทั้ง 5 มาตรฐาน ดังต่อไปนี้
1. Design (การออกแบบ) เป็นกระบวนการที่เฉพาะเจาะจง เงื่อนไขสำหรับการเรียนรู้
2. Development (การพัฒนา) เป็นการพัฒนากระบวนการเปลี่ยนรูป จากสิ่งที่เราออกแบบมาสู่สภาพความเป็นจริง
3. Utilization (การใช้) การนำไปใช้ ทั้งส่วนที่เป็นกระบวนการและทรัพยากรในการเรียนรู้
4. Management (การจัดการ) เป็นการควบคุมกระบวนการทางเทคโนโลยีการศึกษา ตลอดจน การวางแผน การจัดการ การประสานงาน และการให้คำแนะนำ
5. Evaluation (การประเมิน) กระบวนการหาข้อมูลเพื่อกำหนดความเหมาะสมของการเรียนการสอน
Aect
standard 5_research
Transcript
1.
AECT Standard 5 [ Research] Presenter Name นายโฆษิต จารัสลาภ 575050179-4 นายชัชวาลย์ คาสวาท 575050181-7 นายณภัส ศรีชมพล 575050182-5 นางสาวณัฐิดา วงษ์ประสิทธิพร 575050185-9
นางสาวศตพร สิริวัฒนกูล 575050192-2
2.
•การวิจัย (Research) • "การวิจัย"
(Research) หมายถึง การ ค้นหาซาแล้วซาอีก ความหมายของคาว่า
การวิจัยทางด้านวิชาการนั น หมายถึง กระบวนการเสาะแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ
หรือกระบวนการเสาะแสวงหาความรู้เพื่อ ตอบปัญหาที่มีอยู่อย่างมีระบบและมี
วัตถุประสงค์ที่แน่นอน โดยอาศัยวิธีการ ทางวิทยาศาสตร์
3.
•การวิจัย (Research) (ต่อ) • การวิจัยขั้นพื้นฐาน • วัตถุประสงค์หลักของการวิจัยขั
นพื นฐานคือการสร้างความก้าวหน้าใน
ความรู้และความเข้าใจเชิงทฤษฎีของสิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างตัวแปรต่างๆ (ดู สถิติ)
ด้วยการบุกเบิกที่เกิดจากการผลักดันของความอยากรู้อยากเห็น, ความสนใจ
และการรู้เองของตัวผู้วิจัยเอง เป็นการดาเนินการที่ยังไม่มีการ
คานึงถึงการนาไปใช้ประโยชน์ไว้ล่วงหน้าแม้ว่าในระหว่างการวิจัยจะมีการ
ส่อว่าอาจนาผลไปประยุกต์เชิงปฏิบัติได้คาว่า • “พื นฐาน”
เป็นการบ่งชี ว่าการวิจัยขั นพื นฐานเป็นการวางรากฐานให้
เกิดการก้าวไปข้างหน้าด้วยการสร้างทฤษฎีที่บางครั งอาจนาไปประยุกต์ใน
เชิงปฏิบัติได้ เนื่องจากการที่ไม่อาจประกันได้ว่าการวิจัยจะมีประโยชน์เชิง
ปฏิบัติได้ในระยะสั นได้นี เองที่ทาให้นักวิจัยขั นพื นฐานหาแหล่งเงินทุน
สนับสนุนได้ยากกว่าการวิจัยแบบอื่น
4.
•เปรียบเทียบความแตกต่างในคุณลักษณะ ของการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ
การวิจัยเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงปริมาณ 1. มีรากฐานมาจากปรัชญาแนวคิดแบบธรรมชาตินิยม
(Naturalism) 1. มีรากฐานมาจากปรัชญาแนวคิดแบบปฏิฐานนิยม (Phenomenalism)
2. มุ่งทาความเข้าใจในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ นอย่างลึกซึ ง 2.มุ่งเน้นกาความจริงที่คนทั่วไปจะยอมรับ (common reality) 3. เป็นการวิจัยที่เน้นการพรรณนา/อธิบาย (Descriptive approach) 3. เป็นการวิจัยที่มุ่งเน้นการวิเคราะห์และทดลอง () ซึ่งจาเป็นต้อง
อาศัยวิธีการทางสถิติ 4. ให้ความสาคัญกับกระบวนการได้มาซึ่งความจริงโดยมองแบบ
องค์รวม (Wholistic view) 4. ให้ความสาคัญกับผลที่จะได้รับมากกว่ากระบวนการการ
ดาเนินการมีขั นตอน ระเบียบแบบแผนที่ค่อนข้างแน่นอน 5. ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงอุปมาน
5. ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงอนุมาน
ด้วยการทดสอบคาตอบที่คาดคิด ไว้ล่วงหน้า 6. มุ่งแสวงหาความรู้เพื่อสร้างเป็นกฎ/ทฤษฎี
6. เริ่มต้นการศึกษาวิจัยด้วยทฤษฎี 7. สิ
นสุดการศึกษาวิจัยด้วยทฤษฎี 7. เริ่มต้นการศึกษาวิจัยด้วยทฤษฎี
8. ส่วนใหญ่เป็นการวิจัยในสาขาวิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
8. ส่วนใหญ่เป็นการวิจัยในสาขาวิทยาศาสตร์ ที่มา : มนัส
สุวรรณ. ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ . พิมพ์ที่ โอ.เอส.พริ นติ
ง เฮาส์ , กรุงเทพฯ . 2544.
5.
•AECT Standard 5 [ Research] พื้นฐานทฤษฎี วิธีดาเนินการ จริยธรรม Theoretical
Foundations Method Assessing/ Evaluating Ethics การประเมินผล
6.
•พื้นฐานทฤษฎี (Theoretical Foundations) • พื
นฐาน ทฤษฎี หมายถึง ข้อความที่ระบุความสัมพันธ์ระหว่างข้อ ความคิด หรือตัวแปรหลายๆ
ตัวแปร ซึ่งข้อความเหล่านี สามารถทดสอบได้
ทฤษฎีมีความสาคัญมากต่อการสร้างกรอบแนวความคิด เพราะการศึกษา ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
จะช่วยในการจัดระเบียบความรู้ในเรื่องนั นๆ ให้เป็นระบบ
ทาให้ผู้วิจัยทราบว่ามีตัวแปรใดบ้างที่สาคัญ และมีความหมายต่อการศึกษา
หาความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ น และ ยังช่วยในการ ตั
งสมมติฐานและคาดคะเนปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ นได้
7.
•พื้นฐานทฤษฎี (Theoretical Foundations) (ต่อ)
• ทฤษฎีหรือแนวคิดที่จะนำมำใช้ในงำนวิจัยนั้น ผู้วิจัยควรคำ
นึงถึงองค์ประกอบเหล่ำนี้ด้วย คือ • 1.ทฤษฎีที่อ้ำงถึงจะต้องช่วยกำหนดแนวควำมคิดและกำรแยกประเภทของปรำกฏกำรณ์ที่เกิดขึ้นในงำนวิจัย
• 2.ทฤษฎีที่อ้ำงถึงจะต้องช่วยกำหนดจุดมุ่งหมำยและวัตถุประสงค์ของศำสตร์แต่ละสำขำ
เช่น กำรบริหำร ก็จะต้องมี จุดมุ่งหมำยเพื่อแสวงหำปัญ หำที่เกิดจำกกำรบริหำร
ปัญหำที่เกิดจำกนโยบำยในกำรบริหำร หรือปัญ หำที่เกิดจำกกำรนำ
นโยบำยดังกล่ำวไปปฏิบัติหรือด้ำนกำรตลำด
ก็จะต้องมีจุดมุ่งหมำยเพื่อแสวงหำบุคลิกภำพของตรำสินค้ำประเภทต่ำงๆ สำ
หรับนำไปกำหนดแผนกำรตลำดได้ในอนำคต เป็นต้น • 3.ทฤษฎีที่อ้ำงถึงจะต้องช่วยสรุปข้อเท็จจริงของศำสตร์แต่ละสำขำ
ซึ่งทฤษฎีและแนวคิดที่นำมำอ้ำงอิงจะมีควำมสำ คัญ
เป็นอย่ำงยงิ่ในตอนสรุปและอภิปรำยผลในตอนท้ำย
ว่ำมีควำมสอดคล้องหรือขัดแย้งกับแนวทฤษฎีที่นำมำอ้ำงอิงอย่ำงไร • 4.ทฤษฎีที่อ้ำงถึงมีบทบำทในกำรทำนำยหรือพยำกรณ์อย่ำงไร เช่น
ทฤษฎีสำมเหลี่ยมอำชญำกรรมได้พยำกรณ์โดยสรุป เอำไว้ว่ำ เมื่อมีผู้ที่ตัง้ใจกระทำผิด
เหยื่อ และเวลำโอกำสที่เหมำะสมมำอยรู่่วมกัน
ย่อมมีกำรเกิดอำชญำกรรมขึ้นไม่ทำงใดก็ทำง หนึ่ง เป็นเช่นนี้ทุกครัง้ไป
แต่เมื่อผู้วิจัยดำ เนินงำนวิจัยเสร็จสิ้นแล้ว งำนวิจัยชิ้นนั้นอำจพบว่ำ
กำรเกิดอำชญำกรรมต้องมีมูลเหตุ จูงใจอย่ำงอื่นควบคกูั่นไปด้วย
ไม่เฉพำะแต่ตำมทฤษฎีสำมเหลี่ยมอำชญำกรรมเท่ำนั้น เป็นต้น
8.
•วิธีดาเนินการ (modthod) • วิธีดาเนินการวิจัย
(Method) เป็นการกาหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย (conceptual
framework) ว่าการวิจัยมีประเด็นและสาระสาคัญอะไรบ้าง และ
ขอบเขตการวิจัยเป็นอย่างไร ตัวแปรที่ศึกษามีอะไรบ้างและนิยามอย่างไร แบบแผนการ
วิจัย (research design) เป็นอย่างไร
การกาหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง
การสร้างเครื่องมือการวิจัยและการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ การเก็บรวบรวม ข้อมูล
และการวิเคราะห์ข้อมูล
9.
•วิธีดาเนินการ (modthod) (ต่อ) • ขั้นตอนในการดาเนินการวิจัย กาหนดปัญหาที่จะดาเนินการวิจัย
กาหนดวัตถุประสงค์การวิจัย กาหนดกรอบแนวคิดและตั งสมมติฐาน นิยามศัพท์
กาหนดแบบการวิจัย กาหนดประชากรและวิธีการสุ่มตัวอย่าง
สร้างเครื่องมือและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ การรวมรวมข้อมูล ( แหล่งปฐมภูมิ,
แหล่งทุติยภูมิ) การวิเคราะห์ข้อมูล การนาเสนอผล (
การเสนอรายงานการวิจัย)
10.
•การประเมินผล (Assessing/Evaluating) • การประเมินผล
(Evaluation) เป็นการประเมินผลที่มุ่งนาผลการวัดเชิงปริมาณมาใช้เป็นข้อมูลใน
การพิจารณาตัดสินคุณภาพ แต่การประเมินผล (Assessing) เป็นการประเมินที่มุ่งเก็บรวบรวมข้อมูล
สารสนเทศทั งชิงปริมาณ และเชิงบรรยายอย่างเป็นระบบ
แล้วนาข้อมูลสารสนเทศที่รวบรวมได้มา เรียบเรียงให้เห็นคุณลักษณะที่แท้จริงทั งจุดเด่นที่ควรพัฒนา
และจุดด้อยที่ควรปรับปรุงแก้ไข • ปัจจุบันนักการศึกษาเห็นว่าการนาผลการวัดเชิงปริมาณ(Measurement)
มาใช้ประเมินเพียงเพื่อ พิจารณาตัดสินเท่านั น
ทาให้โรงเรียนเปรียบเสมือนศาล ที่มีครูผู้ประเมินเป็นผู้พิพากษา มีนักเรียนผู้
ถูกประเมินเป็นจาเลย ในสถานการณ์จริงนักเรียนไม่ใช่จาเลย ไม่ใช่ผู้ต้องคดี
หรือผู้ต้องหา แต่เขาเป็น ผู้ที่ต้องการพัฒนาให้เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ
(สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ , 2544 , หน้า 2)
ดังนั น
การประเมินการเรียนรู้ของนักเรียนจึงไม่ควรมีความหมายแค่นาผลการวัดเชิง ปริมาณที่ได้มาตัดสินว่าสอบได้
หรือสอบตก เรียนดี หรือเรียนไม่ดีเท่านั น แต่ควรเป็นการประเมินที่
นาไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาศักยภาพของนักเรียน • การประเมินผลการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับยุคปัจจุบัน
จึงไม่ควรใช้การประเมินผล (Evaluation) เพื่อตัดสินคุณภาพของผู้เรียนเพียงอย่างเดียว
แต่ต้องมีความหมายรวมไปถึงการประเมินผล (Assessing) เพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนด้วย
11.
•จริยธรรม (Ethics) หลักจริยธรรมในการทาวิจัยมี
ประการ 4 • 1. ผูวิจัยตองไดรับหนังสือยินยอมจากผูที่มีสวนเกี่ยวของกับงานวิจัยกอน
• 2. ผูยินยอมมีสิทธิที่จะพิจารณาเงื่อนไขของการมีสวนรวม •
3. ไมอนุญาตใหผูที่ไมเกี่ยวของไดทราบขอมูลเกี่ยวกับเรื่องที่ทาวิจัย
• 4. ขอมูลที่ใชในการวิจัยจะไมใหบุคคลภายนอกโครงการวิจัยนาไปใชเพื่อการพานิชยหรือวัตถุประ
สงคที่ไมใชทางราชการ หลักพื นฐานของจริยธรรมในการทาวิจัย • 1. หลีกเลี่ยงการมีอคติในผลการวิจัยรายงานการวิจัย/ • 2. สงเสริมการใชผลการวิจัยรายงานการวิจัยที่ไมมีอคติ/ • 3. สงเสริมงานวิจัยใหเปนสินคาสาธารณะ
12.
•จริยธรรม (Ethics) (ต่อ) • ประเด็นที่เกี่ยวของกับจริยธรรมในการทาวิจัยที่เฉพาะเจาะจงเพื่อเปนมาตรฐานสาหรับนักวิจัย
นาไปใชปฏิบัติดังนี • 1. การเก็บขอมูลและประมวลผลตองทาดวยความถูกตอง
• 2. ใชวิธีการศึกษาที่ตรงกับปญหาที่จะทาวิจัย • 3. การตีความขอมูลตองทาอยางเหมาะสม • 4. การรายงานผลการวิจัยตองมีความถูกตอง
ไมมีอคติหรือเบียดเบียนขอเท็จจริง • 5. ตองไมเสนอผลการคนพบจากขอมูลที่ไมไดเก็บมาเพื่อการวิจัยดังกลาว
• 6. ตองไมมีการปรับเปลี่ยนหรือตกแตงขอมูลใหตางจากความเปนจริง
13.
•วิวัฒนการ ของ ACET AECT 1982 IBSTPI 1986 AECT 1994 IBSTPI
AECT 2000 AECT 2012 IBSTPI 2012 AECT 2008
14.
หลักสูตรเทคโนโลยีการศึกษา แผน ก แบบ ก2 (โครงการพิเศษ)
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น INTERACTIVE AND EMERGING TECHNOLOGIES เทคโนโลยีเชิงโต้ตอบและเทคโนโลยีเกิดใหม่ 201704 Powered by นายโฆษิต จารัสลาภ 575050179-4 นายชัชวาลย์ คาสวาท 575050181-7 นายณภัส ศรีชมพล 575050182-5 นางสาวณัฐิดา
วงษ์ประสิทธิพร 575050185-9 นางสาวศตพร สิริวัฒนกูล 575050192-2
http://www.slideshare.net/kuaemo/aect-standard-5research
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น